เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๔ ต.ค. ๒๕๖๙

เทศน์เช้า วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๙

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตอนนี้ธรรมะเป็นที่พึ่งจริงๆ ธรรมะทำให้เราปล่อยวางสิ่งที่แบกหามไว้ ที่มันหนัก ที่มันทุกข์มันยาก มันวางไว้ แล้ววางไว้มันไปไหนล่ะ มันไม่มีอะไรบอบช้ำอะไรเลย แต่ถ้าแบกหามไว้ หัวใจมันหนัก หัวใจมันทุกข์มันยากไง

มงคลชีวิตนะ ๓๘ ประการ เราคบบัณฑิต เราไม่คบคนพาล เกิดในประเทศที่สมควร ดูแลพ่อแม่ของเรา พ่อแม่ของเราให้ชีวิตนี้มานะ สิ่งที่เวลาไปทุกข์ไปยากที่ไหน ไม่มีที่พึ่งที่อาศัย ก็คิดถึงพ่อแม่ ไปโดนเขาหลอกเขาลวงมาจากไหน ก็กลับมาให้พ่อแม่ลูบหลังปลอบใจ พ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิตนี้มา ความรักของพ่อแม่สะอาดบริสุทธิ์นะ เขาห่วง เขากังวล เขาไม่ต้องการอะไรหรอก เขาต้องการให้เห็นหน้าแล้วมีความปกติสุขพอ

ฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจดวงนี้ ถ้าหัวใจดวงนี้มันทุกข์มันยากขึ้นมาไง มันทุกข์มันยากเพราะอะไร มันทุกข์มันยากเพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยาก กิเลสมันล้นฝั่ง มันไม่มีเหตุไม่มีผล ถ้าไม่มีสิ่งใดนะ มันก็ซึม มันก็คอยซึม คอยตอกลิ่ม ทำให้แตกแยกในหัวใจของตน

ถ้ามันมีเหตุที่มันจะอ้างนะ มันมาอ้างทั้งนั้นน่ะ ไอ้นู่นก็ทุกข์ ไอ้นี่ก็ทุกข์

มึงน่ะหลอกกูให้กูทุกข์ ไอ้ของข้างนอกมันอยู่อย่างนั้นน่ะ มึงน่ะหลอกกู แล้วมึงอยู่ไหนล่ะ

เกิดในประเทศอันสมควรไง เกิดในประเทศอันสมควรนะ ประเทศที่เขาไม่เจอภัยพิบัติ เขามีความสุขความเจริญของเขา เกิดในประเทศที่มันทุกข์มันยากขึ้นมา เราก็ต้องมีสติมีปัญญาแก้ไขความทุกข์ยากในหัวใจของตน

สิ่งที่มันมีสติมีปัญญาขึ้นมาในหัวใจของตน มงคลชีวิตไง เกิดในประเทศอันสมควร เกิดในที่ปลอดภัย ภัยธรรมชาติไง แต่เวลาเราเป็นชาวพุทธ ศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วไง เราหาที่อยู่เราไม่เจอ เราหาประเทศเราไม่ได้

เกิดในหัวใจไง คนเรามีกายกับใจๆ ทุกคนท่องบ่นทั้งนั้นน่ะ แต่เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์ยากที่หัวใจของตนไง ถ้ามันทุกข์มันยากที่ร่างกายนะ เขาแจกถุงยังชีพ มันกินก็กิน กินแล้วมันก็หายหิว แต่หัวใจมันยังทุกข์มันยังร้อนอยู่ขนาดนั้นน่ะ มันวิตกกังวลขนาดนั้นน่ะ

ความวิตกกังวลอันนี้ เห็นไหม ความวิตกกังวล มันวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ แต่โดยธรรมชาติของมัน สิ่งที่ขาดแคลนมันเป็นเรื่องธรรมดา ตัณหามันล้นฝั่ง มันไม่เคยพอดีของมันหรอก มันจะไปกว้านเอาสมบัติของทั้งโลกมาเป็นของมันคนเดียว มันก็ไม่พอ มันไม่พอ มันจะเอาอีกสามโลกธาตุมันก็ไม่พอ แล้วมันก็เอาไม่ได้ด้วย แล้วมันก็ขับดันให้เราทุกข์เรายากของเราไปตลอดเวลาไง

แต่ถ้าเรามีสติปัญญานะ มีขอบเขต เราก็ทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีทิ้งเหว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์พระองค์เดียว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในป่าในเขาของท่าน ท่านก็ทำเพื่อหัวใจของท่าน

ครูบาอาจารย์ของเราเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมานะ ไม่ให้ใครเห็น ทำเพื่อตัวเองไง นั่งโคนไม้ก็ทุกข์ เดินจงกรมก็ทุกข์ มันทุกข์มันยากทั้งนั้นน่ะ หัวใจอันเดียวกัน ความรู้สึกนึกคิดอันเดียวกัน แต่ทำไมท่านหักห้ามได้ เราหักห้ามไม่ได้ล่ะ เวลามันขี้เกียจขี้คร้านไง อยากจะดีอยากจะเด่นไปกับเขา แต่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อยากจะดีอยากจะเด่น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านก็เพียรพยายามของท่านไง

ความเพียรของท่านหลายปีนะ หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก ๙ ปี ท่านฝึกหัดอยู่ ๙ ปีถึงที่สุดแห่งทุกข์ บอก ๙ ปีนั้นไม่มีใครเคยรู้เคยเห็นความเพียรของเรามากน้อยขนาดไหน

ไอ้ของเราภาวนาไม่มีใครรู้ ภาวนาไม่ได้ โยมยังไม่ทันมานี่ยังภาวนาไม่ได้ พอโยมมาแล้ว “โยมอย่ามากวนสิ อาตมาจะเร่งความเพียรน่ะ โยมอย่ามาสิ” แต่เวลาอยู่ ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

สิ่งที่จะเป็นชิ้นเป็นอันมันอยู่ที่ความวิริยะ ความอุตสาหะในหัวใจของตน แล้วถ้าความวิริยะ ความอุตสาหะในหัวใจของตนมันเป็นขึ้นมา เห็นไหม เกิดในประเทศอันสมควร หาหัวใจของตนเจอ

นี่ไง เราไปเกิดในประเทศอันสมควร ประเทศที่ไม่มีภัยพิบัติในธรรมชาติ ที่มันทุกข์มันยากขึ้นมานี่ภัยพิบัติธรรมชาติ ประเทศอันสมควรมันก็ไม่กระหน่ำขึ้นมา

เดี๋ยวนี้มันรอบโลก มันวิบัติหมดน่ะ แล้วหัวใจของตนล่ะ หัวใจของตนหามันเจอไหม หาไม่เจอ ก็นี่ไง ก็เร่ร่อนอยู่นี่ไง ก็ไปตามกระแสสังคมนี่ไง แล้วก็สร้างคุณงามความดีนี่ไง นี่บุญและบาป

แต่ถ้าเราหักห้ามในหัวใจของตนนะ เห็นแล้วมันปลงธรรมสังเวช เราไม่เป็นอย่างนั้นก็บุญของเราแล้วแหละ เขาเป็นอย่างนั้น เรามีกำลัง เราก็ช่วยเหลือเจือจานเขา นี่มันเป็นโอกาสที่เราจะได้สร้างน้ำใจต่อกันไง คนทุกข์คนยากนะ ใครมาช่วยเหลือเจือจานนะ มันจะฝังใจว่าคนคนนั้นเคยมีคุณกับเรา แล้วเขาไม่มาวอแวอะไรกับเราหรอก เขาทำเพื่อคุณงามความดีในหัวใจของเขา ถ้าทำเพื่อคุณงามความดีในหัวใจของเขาไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ ไม่มีใครรู้ใครเห็นนะ ไม่มีใครเห็นนะ แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ นั่นน่ะผลของการที่ว่าบรรลุธรรม ผลของการที่สิ้นกิเลส เทวดายิ่งได้ยินได้ฟังไง ส่งข่าวเป็นชั้นๆ นะ สิ่งที่ไม่เคยมีไม่เคยเป็นในโลกนี้ โลกนี้ไม่มี โลกนี้เห็นแก่ตัวทั้งนั้น โลกนี้จะกว้านมาเป็นสมบัติของตนทั้งนั้น

เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ

ที่มันสุข ที่มันกว้านมาแล้วเป็นความสุขของตนๆ นั่นน่ะความสุขที่ไร้สาระ ไอ้ที่จะทำตนให้ลำบากเปล่าก็ไร้สาระ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เกิดในประเทศอันสมควร เกิดในประเทศหัวใจ หัวใจที่สุขสงบอันนั้นมันจะมีโอกาส นั่นน่ะสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานมันจะเกิดบนหัวใจของบุคคลคนนั้น

แล้วมันเคยเห็นใจไหม เคยเห็นหัวใจของตนหรือเปล่า บรรลุธรรมๆ เอ็งรู้จักใจของเอ็งไหม มันนอกพระพุทธศาสนาทั้งนั้นน่ะ ถ้าในพระพุทธศาสนา เราไม่ต้องฟังใคร

เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เวลาใครพูดจาอย่างไรเราก็ฟัง แต่ฟังด้วยมีสติมีปัญญาของเรานะ ฟังด้วยความว่าเหยียด ไร้สาระ กาลามสูตร ไม่เชื่อมึงหรอก กูทำเกือบตายกูยังไม่ได้เลย มึงมาเพ้อเจ้อกันอย่างนั้นแล้วว่าบรรลุธรรม ธรรมของใคร

ธรรมของกิเลสไง กิเลสมันหลอกเอ็งให้หนทางกุดด้วนอยู่แค่นี้ไง หนทางน่ะ กิเลสมันหลอกเอ็งให้จบแค่นี้แหละ แต่ในพระพุทธศาสนาไม่ใช่ เกิดในประเทศอันสมควร เกิดในพุทธะในหัวใจของตน ถ้าเกิดในพุทธะในหัวใจของตนนะ หัวใจที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันรู้มันเห็น มันช็อกนะ ใครเกิดวะ

นี่ไง เวลาเกิด เกิดจากพ่อจากแม่ไง ถ้าพระพุทธศาสนา เกิดจากกรรมเอ็งนั่นแหละ กรรมการกระทำในหัวใจมันขับเคลื่อน มันมีของมัน มันถึงต้องเกิดไง เวลาเกิด เกิดจากเวรจากกรรมไง

เราคบบัณฑิต คบธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่คบพาล พาลไม่มีเหตุไม่มีผลน่ะ เวลาคุยกับเราวันนี้ ไปพรุ่งนี้พูดอีกอย่างหนึ่งแล้วนะ ไปคนละเรื่องแล้วนะ อย่างนั้นหรือเป็นธรรม ธรรมวันนี้กับธรรมพรุ่งนี้ไม่เหมือนกันหรือ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลา ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

สมควรอย่างไร

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธดับ ดับอย่างไร

“อ๋อ! มันหายไป มันหลุดไปแล้ว”

ไปแจ้งของหายที่โรงพักไป ไปแจ้งเลยว่ากิเลสกูหายไปแล้ว ดูตำรวจรับแจ้งไหม

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น ความดีความชั่วมันเกิดจากสติปัญญาที่เรารู้เราเห็นในใจของตนนี่แหละ เวลามันชั่วร้าย มันลากเราไปกระเจิดกระเจิง ไปสร้างเวรสร้างกรรมมาทั้งนั้น แล้วระลึกได้ทีไรเสียใจทุกที

เวลาเกิดบุญเกิดกุศล เกิดบุญเกิดกุศลเพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์มีสติมีปัญญา สติปัญญาถ้ามันเท่าทันนะ มันเกิดสติปัญญา โอ้โฮ! ถ้าเราตามอย่างนั้นไป เราก็ผิดเราก็พลาด เราก็เสียเราก็หาย ถ้าเราไม่ตามของเราไป คิดแต่เรื่องความดีของเราไง

ความดีทำไมทำไม่ได้ เวลาเสียสละของคนอื่นทำไม่ได้

ทำได้นะ แต่ต้องทำให้ฉลาดด้วย อย่าทำแบบโง่ๆ โฆษณาชวนเชื่อว่าจะให้เขา เขามากันห้าล้านคน แจกได้คนเดียว

เราจะแจก เราไปแจกอย่างไรก็ได้ ปิดทองหลังพระน่ะ ความดีไม่ต้องอวดใครหรอก อวดกิเลสในใจตัวนี่ อวดกิเลสที่มันทิฏฐิมานะนี่ มันอหังการอยู่นี่ อวดมัน กูจะทำบุญ กูไม่ได้ทำเพื่อกิเลสมึง กูไม่ได้ทำเพื่อหน้าใหญ่ใจโต กูไม่ได้ทำเพื่อความยิ่งใหญ่ กูเห็นแล้วกูสังเวช เขาทุกข์ เขาทุกข์เขายาก เราให้สิ่งใดเพื่อประโยชน์กับเขา อันนั้นเป็นน้ำใจที่ตาต่อตาประสบกันแล้วเข้าใจ ไม่ต้องพูด ให้แล้วจบ แล้วเราอยู่ในหัวใจของตน

มันสังเวช เราไม่เป็นอย่างนั้น เราไม่ทุกข์ยากอย่างนั้น ถ้าเราทุกข์ยากขนาดนั้น เราต้องไปเขี่ยถังขยะหาเศษอาหารกินน่ะ ถ้าเราทุกข์เรายากอย่างนั้นน่ะ นี่เราไม่ทุกข์ไม่ยากขนาดนั้น เราคบบัณฑิต เราไม่คบพาล พาลพาให้ไปทุกข์ไปยากอย่างนั้น เราไม่ทำ ยับยั้งของเราไว้ สร้างคุณงามความดีของเราไว้

สร้างคุณงามความดีเพราะหัวใจมันจะมีเหตุมีผล มันไม่เคยประสบ ไม่เคยได้กระทำ มันไม่มีสติปัญญาขึ้นมาหรอก ถ้ามันได้กระทำขึ้นมานะ เป็นสักครั้งสองครั้งแล้วมันสะท้อนใจ เราไม่เป็นอย่างนั้น เราไม่เป็นอย่างนั้นนะ แต่เวรกรรมของสัตว์ ใครจะดูถูกใครได้

คนไร้บ้านๆ ไปสัมภาษณ์ พวกนักวิชาการไปเยอะแยะไป เคยเล่นหุ้น เคยเป็นนักลงทุน เคยเป็นผู้รับเหมา เคยทั้งนั้นน่ะ แต่เขาผิดพลาดไป ไปเร่ร่อนอยู่กลางถนนนั่นน่ะ เขาไม่เคยมีหรือ เขาก็เคยมีเหมือนเราที่เราจะให้เขาอยู่นี่แหละ แล้วที่เราให้เขาๆ แล้วเวลาเราทุกข์เรายากขึ้นมาบ้างล่ะ

เวลามันมีสติมีปัญญาเข้ามานะ มันจะเท่าทัน ไอ้กูไม่ทำเพื่อมึงนะ กิเลสน่ะ จะทำอะไรนี่ แหม! ไม่ได้เสนอหน้า ไม่หน้าใหญ่ใจโตทำไม่ได้ กล้องไม่มา ทำไม่เป็น นี่ทำเพื่อกิเลสตัวเอง

เราทำเพื่อธรรม ทำเพื่อคุณงามความดีของเรา แล้วถ้ามีคุณงามความดีของเรา ทำแล้วนะ มันอยู่ในใจนะ มันสลดสังเวช สลดสังเวช ควรแก่การทำความสงบของใจ

เห็นไหม จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเกิดซ้ำเกิดซาก ภัยพิบัติเกิดแล้วเกิดเล่า เกิดอยู่อย่างนั้นน่ะ ให้คนทุกข์คนยากน่ะ จะเกิดอย่างนี้อีกใช่ไหม ถ้าไม่เกิด ทำอย่างไร

ไม่เกิดนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิมุตติสุข สุขที่โลกนี้ไม่มีไง โลกนี้มันมี มันจะอวดกัน อวดความสุข ธุรกิจบริการมากมายมหาศาล หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นอยู่ในป่ามีความสุขนะ อยู่โคนไม้ก็มีความสุข อยู่ที่ไหนก็มีความสุข ไม่มีภาระอะไรในใจทั้งนั้น

ไม่มีภาระ ไม่มีความวิตก ไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น อยู่เพื่อโลก ให้โลกได้รู้ได้เห็น ถ้าโลกได้รู้ได้เห็น มันจะเป็นบุญตาของมนุษย์ มนุษย์ที่ได้เห็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มันมหัศจรรย์น่ะ แล้วมหัศจรรย์โดยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่มหัศจรรย์ทางโลกที่มหัศจรรย์โดยวัตถุก่อสร้าง มียศถาบรรดาศักดิ์ ตายหมดน่ะ ตายทั้งนั้นเลย มีมากน้อยขนาดไหนก็ตาย

แต่เราไม่ทำเพื่อกิเลส

ทำเพื่อกิเลส ถ้าไม่มีใครรู้ ทำไม่ได้ ทำไม่ได้

มันของโลกน่ะ

ถ้าของธรรม ทำทิ้งเหวๆๆ ไง ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา หัวใจเราสงบสุข แต่เราก็อยู่กับโลกนี่แหละ หัวใจสงบสุขแล้วมีสติมีปัญญา ไม่ต้องทุกข์ร้อนจนเกินไปนัก มันไม่แบกรับภาระ ภาระว่าต้องสิ้นกิเลส ภาระว่าจะสิ้นทุกข์ แล้วก็ขวนขวายขึ้นไปคว้าน้ำเหลว กิเลสซ้อนกิเลสอยู่อย่างนั้นน่ะ

มีอำนาจวาสนา จะปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตสงบนะ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พระพุทธเจ้าสถิตกลางหัวใจของสัตว์โลกทุกๆ คน เพราะทุกคนมีความรู้สึกนึกคิด มีจิต แต่ทุกคนไม่เคยเห็นจิตของตัว เห็นแต่กิเลส เห็นแต่สัญญาอารมณ์ ว่างๆ ว่างๆ กิเลสมันหลอก แล้วก็กุดด้วนอยู่ตรงนั้นน่ะ แล้วไปไหนไม่รอดไง

ถ้าทำได้ ถ้าทำได้ มีสติปัญญา มันก็เป็นสมาธิหัวตอไง คร่อมตออยู่อย่างนั้นไง ดูตอสิ รถสะดุดอยู่นั่นน่ะ มันทำให้รถเสียหายอยู่นั่นน่ะ เวลาตอน่ะ หลุมน่ะ หลุมพราง หลุมพรางของกิเลส

กิเลสนี้ร้ายนัก

ครูบาอาจารย์ท่านว่าไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในหัวใจของคน เพราะกิเลสมันหลอกใจผู้นั้นแหละ กิเลสในหัวใจของคน ในหัวใจของใคร มันก็หลอกคนนั้นน่ะ หลอกที่มันอาศัยอยู่นั่นน่ะ มันเผามันทำลายอยู่นั่นน่ะ

แต่เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง พระพุทธศาสนาประเพณีวัฒนธรรมไง แล้วก็ไปตามชาวพุทธเรานี่แหละ เราก็ไปตามชาวพุทธเรา สร้างคุณงามความดีของเรา ถ้ามีคุณงามความดีของเรา มีความปกติสุข เราก็มีความปกติสุขด้วยสติปัญญาของเรา เราไม่ไปอวดใคร เราจะอวดกิเลสในใจเรานี่แหละ แล้วถ้ามันทุกข์มันยากขึ้นมา เราก็มีสติปัญญาเหยียบยั้งไว้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ไง

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติ ดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์นะ อริยสัจสัจจะความจริงในพระพุทธศาสนาไง

แต่เราจินตนาการอริยสัจ ๔ แล้วก็สร้างภาพขึ้นมาไง แล้วก็ไปส่งเสริมกิเลสให้เบ่งบานในหัวใจของตน บรรลุธรรมแล้วไม่ทำอะไรเลย บรรลุธรรมแล้วมีแต่จะสอนคนอื่นน่ะ

ตัวเองไม่รู้ เอาอะไรไปสอนใคร อ้าปากมาน่ะกิเลสทั้งนั้น

แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นของเราเป็นธรรมะ ทุกคนอยากแสวงหา เข้าใกล้ก็ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าร่มเย็นเป็นสุข ถ้ามีความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ต้องทำสิ่งใด อยู่ในร่มโพธิ์ร่มไทรไง

เราเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของพระพุทธศาสนา ยังคุ้มครองดูแลให้ชีวิตเราปลอดภัย มีความสุขมาในปัจจุบันนี้ ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานี่ของเราแล้ว ไม่ใช่อยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรในพระพุทธศาสนา หัวใจจะเป็นพุทธะ หัวใจเป็นผู้เบ่งบาน หัวใจเป็นผู้อิสระ

พระสารีบุตรบอก ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าเลย

เขาไปฟ้องพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าว่า “สารีบุตร เธอพูดอย่างนั้นจริงๆ หรือ”

“จริง เมื่อก่อนนี้ ก่อนปฏิบัติเชื่อ แต่ปฏิบัติแล้ว ความเชื่อแก้กิเลสไม่ได้ ปฏิบัติเป็นขึ้นมาตามความเป็นจริงในหัวใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเพื่อสัจจะความจริงอันนี้ ข้าพเจ้าไม่เชื่อใครเลย”

“ถูกต้องของพระสารีบุตร”

ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติเป็นข้อเท็จจริงมันจะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ตามกระแสสังคม ปฏิบัติบูชากิเลสในหัวใจของตัว เอวัง